วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

นพดลยัน...!!!!



นพดล ยัน ทักษิณ ไม่กลับไทยสงกรานต์



นพดล ปัทมะ...โบ้ยเป็นแค่ความคิดขวัญชัย ชี้หากกลับจริงต้องผ่านขั้นตอน หรือเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดรให้สัมภาษณ์ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศไทยช่วงกลางเดือน เม.ย. นี้ ว่า
เรื่องดังกล่าวเป็นความคิดของ นายขวัญชัย ไม่ใช่ความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังไม่มีความคิดที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเร็ววันนี้
ส่วนการเดินทางไปที่ สปป.ลาวจริงในช่วงสงกรานต์นั้นถ้าหากเป็นจริง ก็เป็นเพียงการไปทำบุญเงียบๆ แบบเรียบง่าย และร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ของพี่น้องชาวไทยและชาวลาวตามปกติเหมือนคนทั่วๆไปเท่านั้น
ดังนั้นตนในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขอชี้แจงให้สังคมทราบข้อเท็จจริงเพื่อความชัดเจน ว่า การเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าจะเกิดขึ้น ต้องผ่านขั้นตอน หรือเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง ภายใต้เงื่อนไขและโอกาสที่เหมาะสม และต้องมีการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ อย่างถี่ถ้วน .

อภิสิทธิ์ส่งจม.ตั้ง 7 คำถามต่อสถาบันพระปกเกล้า



"อภิสิทธิ์ ส่ง จม.เปิดผนึกฉบับ 2" ตั้ง 7คำถามต่อสถาบันพระปกเกล้า




ชี้ปรองดองเอื้อทักษิณ-ครอบครัวชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงคณะผู้วิจัยโครงการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า ฉบับที่ 2 หลังจะไม่เข้าร่วมการเสานาดังกล่าวในวันนี้ (21 มี.ค.)ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์
โดยมีใจความสรุปว่า ขอเรียกร้องคณะผู้วิจัยอย่าด่วนสรุป เพราะงานวิจัยยังไม่สมบูรณ์ ตัดตอนพฤติกรรมการบริหารประเทศ ที่เป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งในบ้านเมือง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้น้ำหนักไปที่ปัญหาจากการรัฐประหารเพียงด้านเดียว และยังข้ามข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่คัดค้าน หากจะมีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง แต่ได้ถามคำถาม 7 ข้อว่า
1. การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะล้มล้างอำนาจตุลาการ ทำลายระบบยุติธรรมของประเทศหรือไม่
2. จะทิ้งผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือผู้ถูกกระทำ ไม่ให้มีสิทธิเรียกร้องเอาโทษต่อผู้กระทำความผิดได้อีกแล้ว เสมือนบังคับให้คนดีต้องปรองดองกับการกระทำความผิดหรือไม่
3. ได้กำหนดขอบเขตของผู้กระทำความผิด ที่จะเข้าข่ายการนิรโทษกรรม ตามทางเลือกนี้อย่างไร เพราะถูกผู้มีอำนาจอาจตีความเพื่อเป็นประโยชน์กับฝ่ายตน มากกว่าที่จะทำเพื่อสร้างความปรองดอง
4. คดีที่ศาลตัดสินให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้กับเอกชนและรัฐ ในการเผาทำลายทรัพย์สิน การนิรโทษกรรมจะส่งผลให้ผู้ทำผิด ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่
5.คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่
6. การศึกษาเปรียบเทียบเหตุการณ์ใน 10 ประเทศ แต่ประเทศเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีอาญา
และ 7. การเสนอทางออกเพียงแค่นิรโทษกรรม จะเป็นทางเลือกที่จำกัดไปหรือไม่
ขณะเดียวกันยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอเรื่องนิรโทษกรรมคดีทุจริต ในคดีของ คตส. ถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นหรือไม่ จะสร้างบรรทัดฐานในการนิรโทษกรรมคดีทุจริต เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย จะกระทบต่อค่านิยมอันดีงามในเรื่องระบบคุณธรรมของบ้านเมืองหรือไม่ และเห็นว่า การปรองดองในชาติ มิได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก เว้นแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมรับว่า ประเทศนี้จะไม่มีวันพบกับความสงบสุข และความปรองดองได้ ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีติดตัว
ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมไทยว่า สาเหตุของปัญหาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล้วนมีศูนย์กลางจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และให้สังคมได้เข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า การปรองดองที่คณะผู้วิจัยและกรรมาธิการฯ กำลังยัดเยียดให้สังคมไทยยอมรับ คือการปรองดอง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก ด้วยการทำลายกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการตัดสิทธิประชาชน และระบบตรวจสอบ ด้วยการห้ามไม่ให้มีการพิจารณาคดีใหม่ แต่คนในตระกูลชินวัตร กลับใช้ประโยชน์จากคำพิพากษา ที่กำลังจะถูกล้มล้างไปแล้ว ทั้งกรณีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นำไปฟ้องต่อศาลแพ่ง จนมีคำพิพากษาจากการยึดบรรทัดฐานคำตัดสินของศาลฎีกาฯ ว่าการซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ จึงให้กองทุนฟื้นฟูให้คืนเงินให้คุณหญิงพจมาน และกรณีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร นำคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ที่ระบุว่า บุคคลทั้งคู่ไม่ใช่เจ้าของหุ้นตัวจริง แต่เจ้าของหุ้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปใช้ประโยชน์ เพื่อไม่จ่ายภาษี 12,000 ล้านบาท และศาลภาษีก็ยึดตามแนวพิพากษาของศาลฎีกาฯ ว่าหุ้นไม่ใช่ของบุคคลทั้งคู่ จึงไม่อยู่ในสถานะที่ต้องจ่ายภาษี
ข้อเท็จจริงข้างต้นเท่ากับว่า ทางเลือกดังกล่าวทำลายระบบตรวจสอบ แต่กลับให้ผู้กระทำความผิดใช้ประโยชน์จากคำพิพากษา ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีถึง 12,000 ล้านบาท คณะผู้วิจัยเคยคำนึงถึงปัญหาเหล่านี้หรือไม่” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า จากข้อเท็จจริงทั้งหมดข้างต้น ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อผลสรุปที่เป็นทางเลือกในการสร้างความปรองดองของคณะผู้วิจัย ว่านอกจากจะไม่สามารถสร้างความปรองดองได้แล้ว ยังจะสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม ที่อาจลุกลามนำไปสู่ความสูญเสียในสังคม ที่ยากจะประเมินได้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่คณะผู้วิจัยปรารถนาจะให้เกิดขึ้น.


รมว.กลาโหม ชี้ ลดงบฯกองทัพ อาจกระทบ แผนพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน





ผู้สื่อข่าว Mthai News รายงานจากกระทรวงกลาโหม สนามไชยว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนเข้าบันทึกเทป เนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 125 ปีกลาโหม ถึงงบประมาณของเหล่าทัพในปี 2556 ที่ถูกตัดไปว่าในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการของบประมาณว่าต้องการเท่าไร ซึ่งในขั้นต้นทางเหล่าทัพได้ขอรวมกันประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นความต้องการที่แท้จริงที่ขอไป มันก็มาก เราก็รู้ว่าต้องถูกตัดทอน ทางรัฐบาลก็ทราบดีว่าทางกองทัพมีภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณในปี 56 เยอะในเรื่องของการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องเป็นขั้นตอนต่อไป ที่ต้องคุยในเรื่องงบประมาณว่า จะต้องเหลือเท่าไร ก็คงจะพอๆกับปีนี้
โดยขั้นต้นเป็นเพียงให้ตัวเลขงบประมาณไปก่อน แล้วกลับมาพิจารณาอีกทีว่าเราต้องการงบประมาณจริงเท่าไร เหมือนขั้นตอนการปฏิบัติเช่นนี้ทุกปี
ส่วนหากมีการตัดงบประมาณไปมากจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนากองทัพที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 หรือไม่นั้น ก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะถ้างบประมาณที่กองทัพส่งมาแล้วถูกตัดไปก็ต้องกระทบกับการพัฒนากองทัพ แต่เราก็เตรียมไว้แล้วเพราะมีประสบการณ์อย่างนี้ทุกปีว่าจะต้องการโครงการไหนก่อน โครงการไหนหลัง เรียงลำดับความสำคัญของโครงการ
ทั้งนี้ ในส่วนของกองทัพอากาศที่มีผลกระทบจากน้ำท่วมและถูกตัดงบประมาณ จะมีผลกระทบมากหรือไม่นั้น ทางกองทัพอากาศเองก็ได้งบประมาณอีกส่วนหนึ่งช่วยอยู่แล้ว เป็นงบประมาณฟื้นฟู 1.2 แสนล้านบาทอยู่แล้ว ซึ่งทางกองทัพอากาศได้ส่ง ของบประมาณฟื้นฟูมาแล้ว ตนเป็นคนพิจารณาเอง เพราะในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรมว.คมนาคม ซึ่งเป็นประธานในการพิจารณางบประมาณฟื้นฟูพอดี

บิ๊กบัง..!! วอนยุติขัดเเย้ง



"บิ๊กบัง" หารือกมธ.ปรองดอง วอนทุกฝ่ายยุติขัดแย้ง





สนธิ บุญยรัตกลิน,ปรองดอง...ชี้การให้อภัยกัน จะนำสู่ปรองดอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เปิดการเสวนารายงานการวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้า โดยมีหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมการเสวนา

ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ กล่าวในตอนหนึ่งถึงความเป็นมาและผลสรุปการวิจัยว่า กมธ.ปรองดอง ได้ศึกษาและติดตามผลความขัดแย้งทางการเมือง และศึกษาการสร้างความปรองดองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและสังคม โดยมีหน้าที่เฉพาะการศึกษาการสร้างความปรองดอง แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและหันมาสร้างความปรองดอง และเคารพในความเห็นต่าง โดยไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผลการศึกษาของ กมธ.ปรองดอง และสถาบันพระปกเกล้า เห็นว่าการให้อภัยซึ่งกันและกันโดยไม่มีเงื่อนไข จะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความปรองดองได้ และขอให้ทุกฝ่ายมองผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อนำความปรองดองกลับมาโดยเร็ว จากนี้จะนำรายงานผลการวิจัยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาต่อไป

"บิ๊กบัง"สร้างปรองดอง




รมว.กห.หนุนเเนวทาง บิ๊กบัง 
สร้างปรองดอง



สุกำพล สุวรรณทัต...
บอกเป็นเรื่องดีที่ทุกคนต้องช่วยกันทำ แนะ ปชป. อย่าวิตกคิดมาก เหตุจะไม่ทำให้ความขัดแย้งยุติได้
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงแนวทางสร้างปรองดองของพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
ที่ระบุขอให้ลืมอดีต คิดถึงปัจจุบัน และสร้างอนาคต ว่า เป็นเรื่องที่ดีที่พล.อ.สนธิเป็นผู้ริเริ่มเรื่องปรอง เพราะการปรองดองนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนต้องช่วยกันสนับสนุน แต่จะออกมาอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป
ขณะเดียวกันก็ขอวอนอย่าตั้งแง่พล.อ.สนธิ ที่ขับเคลื่อนปรองดอง ขอให้ทุกคนมองที่ภาพรวม โดยเชื่อว่าอีกไม่นานการปรองดองก็จะสำเร็จนำพาประเทศไปสู่ความสงบ ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางปรองดองดังกล่าวที่หวั่นว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีกรอบนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่คิดต่างได้ แต่ถ้ามัวคิดมากวิตกกังวลเกินไปความขัดแย้งก็ไม่สามารถยุติได้.

คนสวย...งง??



นายกฯงงข่าว ฮอนด้าย้ายฐาน หนีไทยไปอินโดฯ



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้อ้างการรายงานข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ระบุว่า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) กำลังจะย้ายฐานการผลิตไปยังสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ด้วยทุนสร้าง 10,000ล้านบาท เพื่อหนีน้ำท่วม และการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังคลุมเคลือ ไปวานนี้ (20 มี.ค.) ว่า
เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ซึ่งตนได้สอบถามไปยังผู้บริหารของฮอนด้าแล้ว และได้รับการยืนยันว่าไม่ได้ย้ายฐานหนีไทยไปไหนตามที่สื่อนอกระบุ ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการตั้งโรงงานที่อินโดนีเชียนั้น ก็เป็นการลงทุนเพิ่มเติมของบริษัทฮอนด้าเอง.
ด้านม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นเช่นเดียวกันว่า ฮอนด้ารักษาฐานการผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หีไปไหนแต่การลงทุนในประเทศอินโดนีเซียนั้น นับเป็นการลงทุนตามแผนการลงทุนก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่การลงทุนในประเทศไทยที่มีอยู่ ฮอนด้ายืนยันที่จะรักษาการลงทุนทั้งหมดไว้

ชวนนท์ไล่...!!


ชวนนท์ ไล่! ภักดีหาญส์ ไปเป็นรองโฆษกคณะลิเก
หลังบอกฮอนด้าไม่ย้ายโรงงานหนีไทย





ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีที่รองโฆษกรัฐบาลออกมาโต้ข่าวที่บริษัทฮอนด้าจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศอินโดนีเซียว่า ไม่เป็นความจริงนั้น ตนขอชี้แจงตอบโต้ดังนี้ว่า เมื่อได้เห็นคำตอบโต้ของรองโฆษกรัฐบาลแล้วรู้สึกห่อเหี่ยวใจที่รัฐบาลใช้คนมาทำงานได้เป็นมาตรฐานเดียวกันจริง ๆ ตั้งแต่หัวยันปลายแถว
ทั้งนี้ตนเห็นว่าคำชี้แจงของนายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ที่ระบุว่าบริษัทฮอนด้า ไม่ได้ย้ายการผลิตนั้น ตนก็ไม่ทราบว่านายภักดีหาญส์ อ่อนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือว่าความรู้ด้านเศรษฐกิจ หรืออ่อนพร้อมกันทั้ง 3 อย่าง เพราะสิ่งที่ตนพูดไปเมื่อวานนี้เป็นเรื่องของการรายงานข้อเท็จจริงว่า บริษัทฮอนด้าได้มีการขยายการลงทุนและเพิ่มเม็ดเงินสร้างโรงงาน ในประเทศอินโดนีเซีย ถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตรถยนต์ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น และไม่มีเรื่องใดเลยที่เป็นการไปกล่าวอ้าง
ดังนั้น นายภักดีหาญส์ควรทำความเข้าใจกับศัพท์ภาษาไทย หรือศัพท์เศรษฐกิจในเรื่องของการย้ายฐานการผลิต กับการย้ายฐานการลงทุน เพราะการที่บริษัทฮอนด้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย แทนที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยซึ่งมีความพร้อมและมีโรงงานอยู่แล้ว คนเป็นรองโฆษกรัฐบาลควรจะนำไปวิเคราะห์ว่าเกิดจากเหตุใด บริษัทฮอนด้าถึงได้ย้ายฐานการลงทุนไปยังเพื่อนบ้านของไทยในอาเซียน
ถ้าหากว่า เราแสดงถึงความพร้อมในการรับการลงทุนหรือสร้างความมั่นใจให้กับเขาอย่างเพียงพอ ในเรื่องการป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งแถลงการณ์ของบริษัทฮอนด้าเอง ซึ่งมีคำกล่าวของนายฮิโรชิ โคบายาชิ ซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานภูมิภาคของ บริษัทฮอนด้า ที่ยืนยันว่า การลงทุนในอินโดนีเซียนั้นจะเป็นการสร้างบทบาทให้ประเทศอินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตใหญ่ของบริษัทฮอนด้า รวมทั้งจะมีการขยายการลงทุนและจะเป็นผู้ส่งออกหลักทั้งในส่วนของรถยนต์และชิ้นส่วน คำพูดอย่างนี้ไม่ก่อให้เกิดความละอายใจแก่รัฐบาลไทยบ้างหรือไม่
มากไปกว่านั้น ในรายงานของบริษัทฮอนด้าเอง ก็พูดชัดว่า หลังจากมีการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซียเสร็จในปี คศ.2014 แล้ว ก็จะมีการผลิตรถยนต์ Eco car เพิ่มเติม เช่น รุ่น Brio หรือfreed, CRV หรือ ฮอนด้า Jazz ที่โรงงานแห่งใหม่ในอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นโรงงานหลักที่จะส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ตนจึงไม่แน่ใจว่านายภักดีหาญส์ มีปัญหา หรืออ่อนด้อยความรู้ในเรื่องใด จึงออกมาตอบโต้ ด้วยคำพูดไร้สาระ แทนที่จะเอาเวลาไปสร้างประโยชน์ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ถ้าคิดว่าตัวเองไม่พร้อมอย่ามาเป็นรองโฆษกด้านเศรษฐกิจ ไปหาตำแหน่งรองโฆษกตามคณะลิเก น่าจะเหมาะสมกว่า

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

อนาคตเด็กไทย




อนาคตเด็กไทย...ไม่รู้จักวิธีเขียน




ลั่น ทันป.1 เปิดเทอม
      การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดภูเก็ต ให้ความเห็นชอบปรับเปลี่ยน การจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามโครงการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตแบบพกพา One Tablet PC Per Child โดยจะเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจากระบบรัฐบาลต่อรัฐบาล(G2G) มาเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)
    ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การขอจัดซื้อไม่ต้องผ่านกระบวนการประมูลผ่านระบบอิเลคทรอนิคส์(E-Auction) และจะเป็นการป้องกันการวิ่งเต้นติดสินบนการประมูลด้วย โดยการจัดซื้อดังกล่าว ทางกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นผู้ลงนามใน MOU และกระทรวงไอซีทีจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ
ส่วนบริษัทที่ได้รับเลือกเป็นอันดับ 1 คือบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ในราคา 81 เหรียญ หรือ ประมาณ 2,400 บาทต่อเครื่อง ลดลงจากราคาที่กำหนดไว้เบื้องต้น ที่ 3,100 บาท
โดยจะจัดซื้อแท็บเล็ตล็อตแรก จำนวน 860,000 เครื่อง งบประมาณเบื้องต้น 1,900 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณจัดสรรของปี 2555 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเซ็นต์สัญญาร่วมกันได้ ภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ พร้อมทั้งมั่นใจว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในเดือนพฤษภาคมนี้
Mthai News